วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

รายละเอียด Samsung Galaxy Note 3 - Black

สินค้าภายในกล่อง

  • Samsung Galaxy Note 3 - Black
  • Smart S Pen
  • Battery Charger 3,200 mAh
  • Battery
  • User Manual
Samsung Galaxy Note 3 "Design Your Life" สมาร์ทโฟนรุ่นที่ 3 ในตระกูล Galaxy Note ที่มาพร้อมดีไซน์สวยหรู สัมผัสนุ่มแบบหนังคลาสสิค จับถนัดมือ ด้วยหน้าจอขนาด 5.7 นิ้ว แบบ FullHD Super AMOLED แต่เพรียวบางกว่าเดิม ผสานกับเทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง S Pen ปากกาอัจฉริยะ ที่จะตอบสนองการใช้งานได้อย่างลงตัว

คุณสมบัติเด่น 

ดีไซน์เพรียวบาง ฝาหลังแบบหนัง
Samsung Galaxy Note 3 มาพร้อมดีไซน์ใหม่ กับดีไซน์ฝาหลังแบบหนังให้ความรู้สึกเหมือนถือสมุดโน้ต หรือแพลนเนอร์ส่วนตัว พร้อมการออกแบบรูปลักษณ์ ที่เพรียวบางกว่าเดิม บางและเบาด้วยความหนา 8.3มม. หนักเพียงแค่ 168 กรัม แต่หน้าจอใหญ่ขึ้น 5.7 นิ้ว FullHD Super AMOLED (1920x1080, PPI) ให้คุณจับกระชับมือ และยังมี Case ซึ่งได้ความร่วมมือจาก Moshino มาออกแบบเคสให้คุณเลือกมากมาย



สเปกแรงกว่าเดิม
Samsung Galaxy Note 3 ใช้ระบบปฏิบัติการ Android Jellybean (4.3) Jelly Bean OS รองรับ 3G ทุกเครือข่าย (850/900/1900/2100MHz) HSPA+ 42Mbps หน่วยประมวลผล Quadcore Processor A15 1.9 Ghz + Quadcore Processor A7 1.3 Ghz (2.3 Ghz) Ram 3 GB, Internal Memory 32 GB เพิ่ม microSD สูงสุดได้ 64GB ใช้แบตเตอรี่ 3,200mAh ใช้งานได้ยาวนานขึ้น



กล้อง 13 MP ให้ภาพสวยคมชัด
กล้องหน้ามีความละเอียด 2 MP กล้องหลัง 13 MP ปรับออโต้โฟกัส พร้อมแฟลช high CRI เพิมแสงได้เป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีโหมดการใช้งานจัดการกับภาพอีกมากมาย เช่น Sound&Shot / Animated Photo / Eraser Shot / Drama Shot / 360 Shot เชื่อมต่อ WIFI a/b/g/n (2.4 & 5GHz), WiFi Direct, AllSharePlay/ Cast, A-GPS+Glonass, BT 4.0, USB 3.0 ส่งผ่านข้อมูลได้อย่างง่ายดาย



สะดวกกับ S Pen ปากกาอัจฉริยะ
เปิดหน้าต่างแห่งการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่ช่วยจัดตารางเวลากิจกรรมของคุณในแต่ละวันได้ง่ายๆ ผ่านระบบ Air Command 5 คำสั่งอัจฉริยะ ที่ให้คุณเข้าถึงผ่านการจ่อ S Pen บนหน้าจอ คือ Action Memo เขียนบันทึกข้อความ แล้วลิ้งก์ไปใช้งานได้เลย, Scrap booker เก็บเนื้อหาข้อมูล ที่คุณสนใจ ไว้ดูย้อนหลังได้, Screen Write วาดภาพบนพื้นหลังได้ตามต้องการ, S Finder ค้นหาข้อมูลง่าย, Pen Window สร้างกรอบหน้าต่างการทำงานได้รวดเร็ว แค่ลากปากกากำหนดกรอบ สามารถใช้แอพเดียวพร้อมกัน ในสองหน้าต่างได้ มีความสุขง่ายได้ที่บ้าน ที่ทำงานของคุณ และยังมีฟีเจอร์อื่นๆ อีกมากมายทั้ง Multi Window และ S Note ที่ใช้ในการจดบันทึก วาดรูป แก้ไข ตารางงาน บันทึกข้อมูลได้อย่างดีเยี่ยม รับประกัน 1 ปี โดย Samsung Thailand


ข้อมูลจำเพาะGeneral : 2G Network GSM 850 / 900 / 1800 / 1900
3G Network HSDPA 850 / 900 / 1900 / 2100 
SIM : Micro-SIM

Body Dimensions : 151.2 x 79.2 x 8.3 mm (5.95 x 3.12 x 0.33 in)
Weight : 168 g (5.93 oz) - S Pen stylus
Display Type : Super AMOLED capacitive touchscreen, 16M colors
Size : 1080 x 1920 pixels, 5.7 inches (~386 ppi pixel density)
Multitouch : Yes 
Sound : Alert types
Vibration; MP3, WAV ringtones
Loudspeaker : Yes
3.5mm jack : Yes
Memory Card slot : microSD, up to 64 GB
Internal 32/64 GB storage, 3 GB RAM
Data GPRS : Yes
EDGE : Yes
Speed : HSDPA, 42 Mbps; HSUPA; LTE, Cat4, 50 Mbps UL, 150 Mbps DL
WLAN : Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, DLNA, Wi-Fi Direct, Wi-Fi hotspot
Bluetooth : Yes, v4.0 with A2DP, LE, EDR
NFC : Yes
Infrared port : Yes
USB : Yes, microUSB v3.0 (MHL 2), USB Host
Camera Primary : 13 MP, 4128 x 3096 pixels, autofocus, LED flash

FeaturesDual Shot, Simultaneous HD video and image recording, geo-tagging, touch focus, face and smile detection, image stabilization, panorama, HDR

Video : Yes, 
2160p@30fps1080p@60fps (LTE model)/ 1080p (3G model)
Secondary : Yes, 2 MP, 
1080p@30fps

Features OS : Android OS, v4.3 (Jelly Bean)
Chipset : 
OCTA
CPU : 
Big Core 1.9GHz Quad + Little core 1.3GHz Quad
GPU : Adreno 330 (LTE model)

Sensors : Accelerometer, gyro, proximity, compass, barometer, temperature, humidity, gesture

Messaging : SMS(threaded view), MMS, Email, Push Mail, IM, RSS

Browser : HTML5
Radio : TBC

GPS : Yes, with A-GPS support and GLONASS

Java : Yes, via Java MIDP emulator
 - S-Voice natural language commands and dictation
 - Air gestures
 - SNS integration
 - Active noise cancellation with dedicated mic
 - Dropbox (50 GB storage)
 - TV-out (via MHL A/V link)
 - MP4/DivX/XviD/WMV/H.264/H.263 player
 - MP3/WAV/eAAC+/AC3/FLAC player
 - Organizer
 - Image/video editor
 - Document editor (Word, Excel, PowerPoint, PDF)
 - Google Search, Maps, Gmail,
 YouTube, Calendar, Google Talk, Picasa
 - Voice memo/dial/commands
 - Predictive text input (Swype)

Battery : Li-Ion 3200 mAh battery


วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สรุปบทความ
Cloud Computing มาแรงปี 2556
ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยและอินโดจีน บริษัทวีเอ็มแวร์ อิงค์ เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่าแนวโน้มการลงทุนไอทีขององค์กรปี 2556 นั้นจะมุ่งการลงทุนไปยังเทคโนโลยีการประมวลผลแบบ Cloud Computing และ เทคโนโลยีเสมือนจริง หรือ Virtualization ภายหลังจากที่องค์กรเริ่มเห็นประโยชน์ที่ได้รับจากเทคโนโลยีดังกล่าวอย่าง เป็นรูปธรรมทั้งในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รักษาขีดความสามารถด้านการแข่งขัน และขยายโอกาสในการเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น
ดัชนี Cloud ของวีเอ็มแวร์ประจำปี 2555 ระบุอย่างชัดเจนถึงความก้าวหน้าและการริเริ่มของการปฏิรูปไอทีขององค์กรใน ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก 5,000 ราย ซึ่งรวมองค์กรในไทย 317 ราย พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งมีแผนที่จะปรับใช้เทคโนโลยี Cloud ภายใน 18 เดือนข้างหน้า โดยผู้ตอบแบบสอบถามระบุเหตุผลสำคัญสำหรับการปรับใช้เทคโนโลยี Cloud Computing ได้แก่ การเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงทรัพยากรไอที ประมาณ 80% , ความสามารถในการปรับปรุงการจัดการไอทีและระบบงานอัตโนมัติ ประมาณ 78% และความต้องการที่จะเสียค่าใช้จ่ายไอทีตามปริมาณการใช้งานจริงในส่วนงาน ธุรกิจ ประมาณ 76%
โดยในไทย องค์กรต่างๆ มองว่าการลงทุนใน Cloud Computing เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและเสริมสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในสภาพแวด ล้อมเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีความท้าทายเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ตอบแบบสอบถามในไทยเห็นพ้องต้องกันว่า Cloud Computing จะช่วยให้องค์กรสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มากถึง 83% และหากบริษัทของตนไม่ได้ดำเนินโครงการ Cloud ก็จะไม่สามารถก้าวตามคู่แข่งได้ทัน ประมาณ 68%
วิเคราะห์บทความ
Cloud Computing มีความสำคัญในโลกปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ก็ต้องการความสะดวกสบายในการใช้เทคโนโลยีด้านไอที และสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ทำไม Cloud Computing จึงเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย สิ่งสำคัญน่าจะมาจากจุดเด่นต่างๆ ดังนี้
1) มีความรวดเร็วในการใช้งาน
2) ค่าใช้จ่ายน้อย หรืออาจไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับ Client
3) ใช้ได้ทุกที่แค่มีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต
4) แบ่งการใช้ทรัพยากรให้ผู้ใช้จำนวนมากได้
5) มีความน่าเชื่อถือ มีความยืดหยุ่น และมีความมั่นคง
การที่องค์กรจะตัดสินใจว่าจะใช้ Cloud Computing หรือไม่นั้น คงต้องพิจารณาจากข้อดี ข้อเสียที่เกิดขึ้น ดังนี้
ข้อดีของ Cloud Computing
-ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ราคาถูกเป็นเครื่องของผู้ใช้ เพราะเครื่องของผู้ใช้ไม่ต้องมี RAM เยอะ Hard disk ใหญ่ๆ CPU เร็วๆ เพราะทุกอย่างถูกคำนวณใน cloud computing ผู้ไม่ต้องมีแม้แต่ CD-ROM หรือ DVD ด้วยซ้ำเพราะไม่จำเป็นต้อง install โปรแกรมหรือบันทึกข้อมูลเลย เพราะทุกอย่างจะถูกเก็บใน cloud
-เพิ่มประสิทธิภาพ ใน desktop PC โปรแกรมต่างๆ ที่เรา install บางตัวจะตื่นและใช้ RAM ของเราตลอดเวลาแม้เราจะยังไม่ได้ใช้งาน แต่ในระบบ cloud computing นั้นเครื่อง desktop ของคุณจะมีโปรแกรมต่างๆ ที่อยู่บน RAM เครื่องคอมพิวเตอร์คุณแต่เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น จึงทำให้ระบบโดยรวมเร็วขึ้น
-ค่าใช้จ่ายในโครงสร้างพื้นฐานระบบ IT จะถูกลง เพราะไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่อง Server แพงๆ เมื่อต้องการใช้พลังการคำนวณสูงๆ ก็ให้ cloud computing จัดการ
-ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาต่ำลง เนื่องจากเราใช้เครื่องถูกลงทำให้ค่าบำรุงรักษาก็ถูกลงไปด้วย และโปรแกรมที่ใช้บน cloud นั้นสามารถใช้โปรแกรมจากที่ไหนก็ได้ในโลก ถ้าไม่ใช่โปรแกรมที่เราสร้างเราก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้
-ค่าใช้จ่ายด้านการซื้อโปรแกรมลดลง การจ่ายเงินซื้อโปรแกรมติดตั้งใน cloud นั้นโดยปกติจะถูกกว่าการซื้อโปรแกรมติดตั้งลงแต่ละ
เครื่อง
-การ update software ทำได้ง่าย เพราะไม่ต้อง update แต่ละเครื่องให้เปลืองเงิน เปลืองแรง เนื่องจาก application ของ cloud เป็น web base เราจึง update ที่ server ก็เรียบร้อย
-พลังการคำนวณที่สูงขึ้น คุณจะได้พลังการคำนวณของเครื่อง client และ server ทั้งหมดที่อยู่ใน cloud
-ขนาดที่ไม่จำกัดของ hard disk เนื่องจาก cloud จะเชื่อมต่อกันเสมือนว่านำ hard disk ของทุกเครื่องมาเชื่อมกัน
-Data ปลอดภัยขึ้น เพราะเมื่อเครื่องใดๆ ใน cloud พัง data จะไม่หายเพราะโดยปกติระบบจะทำสำเนา data ไว้อยู่แล้ว
-เพิ่มการเข้ากันได้ระหว่าง OS ต่างๆ เพราะใน cloud ทำงานระบบ web base ฉะนั้น Windows, Mac, Linux จึงทำงานร่วมกันได้
-เพิ่มความเข้ากันได้ของเอกสาร หมดปัญหาเรื่อง Word 2003 อ่านไฟล์ที่ Word 2007 สร้างไม่ได้ เพราะเอกสารทุกอย่างเป็น web-bas
-ทำงานร่วมกันได้ง่าย ผู้ใช้ที่อยู่ต่างที่กันสามารถทำงานบนเอกสารเดียวกันได้ ขอเพียงมีคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อ internet อยู่
-เข้าถึงเอกสารจากที่ไหนก็ได้ หมดปัญหาการลืมเอกสารไว้ที่บ้าน เพราะเอกสารที่ถูกเก็บใน cloud จะเข้าถึงจากที่ใดก็ได้ ถ้ามี internet
-เอกสารเป็น version ล่าสุดเสมอ เนื่องจากเอกสารถูกเก็บใน cloud คุณ save ตอนอยู่ที่ทำงาน เมื่อกลับไปบ้านเอกสารที่คุณเปิดขึ้นมาทำงานต่อก็จะเป็นเอกสารที่ต่อจากที่ คุณ save ตอนอยู่ที่ทำงาน
-ไม่ถูกผูกติดกับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบใดเป็นพิเศษ ไม่ว่าคุณจะเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์ไปใช้ notebook ก็ไม่มีปัญหา เพราะคุณจะเข้าถึงทั้งโปรแกรมและเอกสารของคุณได้ ไม่ต้อง install โปรแกรมใหม่
ข้อเสียของ Cloud Computing
-ต้องการเชื่อมต่อ internet ตลอดเวลา เพราะว่าเอกสารและโปรแกรมของคุณอยู่ใน cloud ทำงานได้ไม่ดี ถ้าความเร็วในการเชื่อมต่อ internet ต่ำ เพราะถ้าคุณใช้โปรแกรมหรือเอกสารขนาดใหญ่ จะทำให้เกิดความช้าเช่น กว่าจะเปลี่ยนเอกสารจากหน้าหนึ่งไปสู่หน้าหนึ่งช้า
-อาจจะเกิดความช้าในการทำงานได้ เนื่องจากคุณต้อง load ทั้งโปรแกรมและเอกสารมาจาก cloud ฉะนั้นระหว่างที่คุณทำงานเอกสารนั้น จะมีข้อมูลส่งไปส่งมาระหว่างเครื่องคุณกับ cloud ถ้าระหว่างนั้น cloud เกิดกำลัง backup ข้อมูลอยู่ ก็อาจทำให้เกิดความช้าขึ้นได้บ้าง
-ข้อมูลใน cloud อาจจะไม่ปลอดภัย เนื่องจากข้อมูลใน cloud ถูกเก็บกระจายไปหลายๆ เครื่องคอมพิวเตอร์ ฉะนั้นปัจจุบันนี้จึงไม่มีใครรับประกันความปลอดภัยของข้อมูลได้
- Cloud อาจจะทำข้อมูลคุณหายได้ ตามทฤษฎีแล้วข้อมูลใน cloud จะมีโอกาสหายได้เพราะข้อมูลจะถูกทำซ้ำกระจายไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ ฉะนั้นมีความเป็นไปได้ที่ข้อมูลจะหายโดยไม่ทราบสาเหตุ
สรุปประเด็น
Cloud Computing มีความสำคัญกับธุรกิจในปัจจุบันมาก เนื่องจากองค์กรต่างๆ สามารถลดต้นทุนได้ เพราะไม่ต้องลงทุนสร้างเครือข่าย อีกทั้งยังหันมาให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงาน ช่วยลดพลังงงานเพราะสามารถลดหรือขยายขนาดได้ตามต้องการโดยไม่ต้องทำการเปิด เครื่องทิ้งไว้ เพิ่มความสะดวกสบายและง่ายในการใช้งานเทคโนโลยี และด้วยปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ข้อมูลมีการอัพเดทอยู่ตลอด ทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ด้วยความสามารถของ cloud computing ที่สามารถขยายได้อย่างไม่จำกัด จึงเข้ามามีความสำคัญ
ซึ่งหากทุกองค์กรหันมาใช้ Cloud Computing กันหมดก็คงไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์หรือ โน้ตบุครันโปรแกรมเพื่อใช้งานตามต้องการ ขอแค่มี netbook หรืออะไรก็ตาม ที่สามารถใช้อินเตอร์เน็ตและแสดงผลได้ก็เพียงพอ แล้วปล่อยให้เซอเวอร์ทำงานและส่งผลรับที่ได้ออกมาทางจอภาพก็เพียงพอแล้ว และที่สำคัญไม่ต้องมานั่งเสียเวลากับงานที่ไม่ใช่ Core Business ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารมุ่งพัฒนาธุรกิจได้อย่างจริงจัง โดยไม่ต้องกังวลว่า ถ้าต้องทำโปรโมชั่นที่ซับซ้อนแล้วระบบสารสนเทศที่มีอยู่จะรองรับได้หรือไม่ อย่างไร

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

งาน DLNA


สวัสดีครับพี่ๆ น้องๆ ชาว Droidsans ทุกคน วันนี้ผมจะมารีวิวกันแบบถึงพริกถึงขิงกันไปเลยกับเทคโนโลยี DLNA หรือ Digital Living Network Alliance นั่นเอง
มาทำความรู้จักกับ DLNA กันสักนิดก่อนนะครับว่ามันคืออะไร เจ้า DLNA หรือ  Digital Living Network Alliance ถ้าแปลตามตัวแล้วมันหมายความว่า พันธมิตรเครื่อข่ายระบบดิจิตอลภายในที่พักอาศัย งงมั๊ยหล่ะ งงหล่ะสิ ผมก็งง
ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ DLNA ก็คือ เทคโนโลยีที่รองรับอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีเครื่องหมาย DLNA ติดอยู่สามารถเชื่อมต่อถึงกันและทำงานร่วมกันได้โดยสร้างเป็นเครือข่ายย่อมๆ ขึ้นมาภายในบ้านเพื่อใช้แชร์ไฟล์หรือดึงไฟล์มาใช้งานภายในเครือข่ายย่อมๆ นั้นนั่นเอง เช่นการแชร์ไฟล์จากโทรศัพท์ไปแสดงบนทีวี หรือทีวีทำการรีโมทแล้วดึงไฟล์มาจากโทรศัพท์มาแสดงบนตัวเอง เป็นต้น
อุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยี DLNA นั้นจะทำงานอยู่ 2 สถานะหลักๆ ที่ใช้เป็นประจำคือเป็น ผู้แชร์ไฟล์ให้คนอื่น(DMS) หรือเป็นผู้เล่นไฟล์จากเครื่องอื่น(DMP) แต่ที่น่าสนใจคืออุปกรณ์นั้นสามารถที่จะอยู่ใน 2 สถานะนี้ได้ในเวลาเดียวกัน คือทั้งแชร์ให้คนอื่นและดึงคนอื่นมาเล่นได้ในเวลาเดียวกันว่างั้นเถอะ 
แต่สุดท้ายแล้วตามทฤษฎีที่เค้าว่าไว้ จริงๆ แล้วเจ้า DLNA เนี่ยมันมีอยู่ 4 โหมดหลักๆ ก็คือ
Digital media servers (DMS) - ทำตัวเองเป็น Server ที่แชร์ให้ชาวบ้านมาดึงไฟล์ไป
Digital media players (DMP) - ทำตัวเองเป็น Player ที่ไปดึงไฟล์ชาวบ้านเค้ามา
Digital media controllers (DMC) - ทำตัวเองเป็นนายคน ดึงไฟล์จากเครื่องนึง แล้วไปแสดงผลอีกเครื่องนึง
Digital media renderers (DMR) - ทำตัวเป็นนักแสดงที่ดี DMS โยนอะไรไปให้หรือ DMC ดึงอะไรจาก DMS มาให้ ก็จะแสดงไปตามนั้น (โหมดที่ตัวเองกลายเป็นผู้แสดงผลภาพ, เสียงหรือวีดีโอจากเครื่องอื่น)
DLNA ไม่ใช่มีเฉพาะใน Smartphone ของ Samsung และใช้ได้เฉพาะ Smasung เท่านั้นนะครับ HTC LG Sony ก็สามารถใช้ความสามารถนี้ได้เช่นกันเพราะอุปกรณ์ต่างๆ ของผู้ผลิตเหล่านั้นก็มีเทคโนโลยี DLNA รวมอยู่ด้วยเช่นกัน แต่อาจจะเรียกด้วยชื่อที่แตกต่างกันออกไป หรือถ้าเป็น Android ก็สามารถใช้งานผ่านโปรแกรม iMediaShare หรือ skifta แทนก็ได้ครับ (ขอบคุณข้อมูลจากคุณ e-a-k และคุณ wanball ครับ)
ตัวอย่างเช่น มือถือจะส่งไฟล์ไปยังทีวี ให้ทีวีแสดงผล แสดงว่ามือถือเป็น DMS และ TV เป็น DMR หรือ ทีวีทำการดึงไฟล์จากมือถือมาเพื่อเล่นบนทีวีเอง แบบนี้มือถือก็จะกลายเป็น DMS และ TV ก็จะกลายเป็น DMP แทน เป็นต้น
จบกันไปแล้วสำหรับทฤษฎี(ต้องบอกว่าพอกันทีมากกว่า) ต่อไปมาถึง Review จริงๆ สักที ถ้าว่ากันจริงๆ แล้ว DLNA สามารถทำได้ทั้งมือถือกับคอม, มือถือกับทีวี และคอมกับทีวี แต่ครั้งนี้เราจะมาเน้นไปที่ มือถือกับทีวี นะครับ เพราะเราจะเอามาใช้งานคู่กับ Samsung Galaxy SII และคิดว่าคงได้ใช้กับทีวีมากกว่า อุปกรณ์ที่ใช้ในการ Review ในครั้งนี้มีดังนี้ครับ
1. Samsung LED TV 42" Series 7 (เริ่มตั้งแต่ Sereis 5 แต่ไม่ทุกรุ่นนะครับ ถ้าตั้งแต่ Series 7 ขึ้นไปจะมี DLNA มาด้วยทุกรุ่นครับ)
2. Samsung Galaxy SII GT-i9100
3. Samsung Galaxy SII GT-i9100T
4. Samsung Galaxy S GT-i9000
5. Speaker Creative Gigaworks T40
6. Router TP-Link + RJ45[/P]
ขอขยายความและแจกแจงหน้าที่ของอุปกรณ์เพื่อความเข้าใจตรงกันเวลาอ่าน Review และดู Video นะครับ
- Samsung LED TV 42" Series 7 ตัวนี้ทำหน้าที่เป็น DMP และ DMR ครับ
- Samsung Galaxy Series ทั้งหมดทำหน้าที่เป็น DMS, DMC และ DMP ครับ
ก่อนอื่นใดต้องให้มือถือของเราทำการเชื่อมต่อ WiFi เข้ากับ Router ที่บ้านก่อนนะครับ รวมถึง TV ก็ต้องเสียบสายแลนที่หลังเครื่องด้วยนะ มาถึงขั้นตอนแรกกันเลย ให้เราเข้าไปที่หน้าเมนูของเราก่อน แล้วหาเจ้า All Share ให้เจอ เพราะในมือถือเรา เจ้า All Share นี่แหละครับคือโปรแกรมในการเชื่อมต่อ DLNA ในบ้านเข้ากับมือถือเรา
เมื่อหาเจอแล้วก็กดเข้าไปเลยครับ ตัวเครื่องจะทำการอ่านไฟล์ในเครื่องเราสักพักหนึ่ง โดยจะขึ้นเป็นรูปวงกลม และเมื่ออ่านเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะขึ้นเป็นรูปลูกศรครับ
จากนั้นก็อยู่ที่เราเลือกแล้วว่าต้องการที่จะทำอะไร เริ่มที่อย่างแรกก่อนเลยคือการแชร์ไฟล์จากเครื่องเราเอง(ทำตัวเป็น DMS) ไปแสดงบนทีวี(ทำตัวเป็น DMR) เราก็กดเลือกโหมดที่ต้องการ ในที่นี่ผมเลือก Video นะครับ
จากนั้นก็จะปรากฎไฟล์วีดีโอในเครื่องของเราขึ้นมา อยากดูไฟล์ไหนก็จิ้มลงไปเลยครับ แล้วมันจะเด้งหน้าจอขึ้นมาถามว่าต้องการไปแสดงบน DMR ตัวไหน ก็เลือกที่ TV ไปเลยครับ แล้วรอสักครู่มันจะทำการ Buffer ไฟล์ของเรา เมื่อเสร็จแล้วเราก็จะได้ดูหนังสมใจหล่ะครับ
ถ้าเราเข้ามาในไฟล์ของเครื่องเราแล้วเราสามารถที่จะเลือก Upload ไฟล์นั้นไปยังเครื่องอื่นได้ด้วยนะครับ โดยกดค้างที่ไฟล์แล้วจะมีเมนูเด้งขึ้นมาให้เลือกระหว่าง Upload กับดูรายละเอียดไฟล์ครับ Wink
หรือถ้าต้องการที่จะดูไฟล์ของเครื่องอื่น(ทำตัวเป็น DMS) โดยการรีโมทเข้าไปเครื่องอื่นแล้วเลือกมาดูบนเครื่องของเรา(ทำตัวเป็น DMP) ก็สามารถทำได้ครับโดยการเลือกเข้าไปที่ Remote Device ในหน้าแรกของ All Share นั่นเอง
หลังจากนั้นก็เลือก Device ที่ต้องการดึงไฟล์มาเลยครับ ซึ่งเราสามารถดูรายละเอียดเครื่องนั้นพร้อม IP ได้โดยการกดค้างแล้วเลือก Detail ครับ B-)

จากนั้นก็เหมือนเดิมครับ เลือกประเทภของไฟล์ แล้วเลือกไฟล์ที่ต้องการจะดูได้เลย แต่พอกดเลือกปุ๊บคราวนี้มันจะถามเลยครับว่าจะเล่นบนเครื่องเราเอง(ทำตัวเป็น DMP) หรือจะไปเล่นบนอุปกรณ์อื่นซึ่งในที่นี้คือ TV (ตัวเครื่องเราจะกลายเป็นย DMC ทันที และ TV ก็จะกลายเป็น DMR ไปโดยปริยาย) อยากดูบนเครื่องหรือทีวีก็เลือกเอาได้เลยครับ
หรือถ้าอยาก Download ไฟล์นั้นมาเก็บไว้ที่เครื่องเราเลยก็ได้นะครับ เผื่อติดใจอยากเอาไว้ดูทีหลังก็กดค้างที่ไฟล์ที่ต้องการแล้วกดเลือก Download ครับผม Smile
ก็จบไปเรียบร้อยนะครับสำหรับการรีวิวเข้าใช้งานง่ายๆ ต่อไปก็จะมาถึง Review Video
Video Review ครั้งนี้ผมถ่ายทำด้วย iPhone4 ความละเอียดระดับ 720p โดยถ่ายด้วยตัวเองแล้วก็ Review ไปด้วย เพราะฉะนั้นภาพอาจจะสั่นไหวและไม่นิ่งนะครับ ก็ขออภัยด้วย แต่ช่วงจังหวะไหนที่บังคับให้นิ่งได้ก็พยายามให้นิ่งมากที่สุดครับ
ใน Video ผมจะพูดไว้ค่อยข้างจะละเอียดมาก จะเน้นปฏิบัติ ไม่พูดเน้นทฤษฎีนะครับ อะไรม่มีในรีวิวที่เขียนก็หาดูได้ในวีดีโอเลย ซึ่งหลักๆ แล้วจะรีวิว 3 เรื่องหลักๆ คือ ดึงไฟล์ แชร์ไฟล์ และควบคุม แต่ผมจะทำการรีวิวแบ่งย่อยให้เห็นลักษณะเด่นชัดเจนขึ้นเป็น 5 รูปแบบคือ
1. ให้ TV ทำการดึงไฟล์มาจากมือถือขึ้นมาแสดงบนตัวเครื่อง (TV เป็น DMP และมือถือเป็น DMS)
2. ให้ Galaxy S เป็น DMS แค่ตัวเดียว แล้วให้ TV แลพ Samsaung Galaxy S2 ที่เหลืออีก 2 ตัวรวมเป็น 3 ตัว ทำตัวเป็น DMP พร้อมๆ กันทั้ง 3 เครื่อง
3. ทำการแชร์ไฟล์และดึงไฟล์กันเป็นแบบลูกโซ่ ดึงไฟล์ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ คือให้ TV อยู่ในสถานะของ DMP ไปดึงไฟล์จากมือถือ และมือถือที่เหลือทั้ง 3 เครื่องก็ดึงไฟล์ต่อกันไปตามลำดับ ที่ทำแบบนี้เนื่องจากอยากจะให้เห็นการทำงานของตัว Galaxy ที่ทำทำตัวเป็น DMS และ DMP ไปในเวลาเดียวกันพร้อมกันทั้ง 3 เครื่อง

วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เรื่อง samsung galaxy s4 ทำอะไรได้บ้าง

เรื่อง Samsung Galaxy s4
  • รายระเอียด samsung Galaxy s4 เติมเต็มสีสันให้กับชีวิต เพิ่มความสะดวกสบายและความสนุกสนานในฐานะเพื่อนข้างกายที่รู้ใจ ด้วย samsung Galaxy s4 มือถือที่จะเป็นทุกอย่างสำหรับคุณ มาพร้อมฟังก์ชั่นสุดเจ๋ง ทำให้ชีวิตในทุกวันของคุณง่ายขึ้น อย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน
  • คุณสมบัติเด่น

ก้าวสู่โลกแห่งความเป็นไปได้เหนือจินตนาการ
ดีไซน์สุดเจ๋งของ Samsung Galaxy S4  ท้าทายทุกขีดจำกัดด้วยหน้าจอ AMOLED FULL HD ความละเอียดสูง ที่มีความกว้างขึ้นแต่ลงตัวกับตัวเครื่องที่บางลงสุดๆ พร้อมด้วยพื้นผิวที่ทำจากโพลีคาร์บอเนต ทำให้โทรศัพท์มือถือรุ่นนี้เบาที่สุดและดูล้ำที่สุดในตระกูล GALAXY รับประกันคุณภาพสินค้า 1 ปี โดย SIS

  • เพิ่มความตื่นเต้น ด้วยการบันทึกเสียงไปพร้อมกับการถ่ายภาพของคุณ                                                  ทุกภาพที่คุณถ่ายด้วยกล้อง Samsung Galaxy S4  จะมาพร้อมกับเสียง คุณจึงสามารถจดจำสิ่งที่บอกกล่าวเล่น และได้ยิน ไม่ใช่เพียงแค่ภาพที่ปรากฏเท่านั้น นับเป็นการเพิ่มเติมความตื่นเต้นอีกระดับหนึ่งในการถ่ายภาพ เติมแต่งชีวิตชีวาและแชร์ทุกช่วงเวลาของภาพถ่ายให้ชัดเจนในความทรงจำได้มากขึ้น
  • แบ่งปันทุกความสนุกได้อย่างไร้ขีดจำกัด                                                                                            ชวนเพื่อนๆ มาพบปะกันและเพลิดเพลินกับเพลงของคุณไปพร้อมกันด้วยการเชื่อมต่อโทรศัพท์ Samsung Galaxy S4  หลายเครื่องในแบบไร้สาย เพื่อเล่นเกมและแชร์ภาพถ่าย เอกสาร อีกทั้งยังสามารถสร้างระบบเสียงอันทรงพลังจาก Samsung Galaxy S4  ทั้งหมดที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน รับรองว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพเสียงและทำให้งานปาร์ตี้ของคุณสนุกยิ่งกว่าที่เคย
  • ภาษาไม่ใช่อุปสรรคทางการสื่อสารอีกต่อไป                                                                                      เพียงพูดออกเสียงหรือพิมพ์สิ่งที่คุณต้องการแปลลงใน Samsung Galaxy S4 เครื่องจะอ่านออกเสียงหรือเขียนคำแปลของข้อความนั้นทันที Samsung Galaxy S4 จึงพร้อมเป็นเพื่อนร่วมทางขนาดกะทัดรัดในการเดินทางไปต่างประเทศ ช่วยให้คุณสามารถสื่อสารกับชาวเมือง ลิ้มลองอาหารขื้นชื่อต่างถิ่น หรือเสาะหาที่เที่ยวที่ถูกใจได้รอบโลกโดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาษาที่ใช้สื่อสารอีกต่อไป
  • แนวทางใหม่ที่เรียบง่ายจากสัมผัสแบบธรรมดา                                                                               ควบคุมโทรศัพท์ของคุณได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ เพียงแค่โบกมือตรงหน้าจอ Samsung Galaxy S4  คุณก็จะสามารถไล่ดูคอนเทนต์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งรับสายอย่างฉับไวด้วย Air Gesture นอกจากนี้ฟังก์ชั่น Air View ยังช่วยเพิ่มความสะดวกในการขยายขนาดคอนเทนต์และภาพถ่าย ดูตัวอย่างอีเมล และโทรออกอย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องวางนิ้วมือไว้เหนือหน้าจอ
  • ติดตามทุกการเคลื่อนไหวของคุณ                                                                                                     ด้วยการพัฒนาต่อยอดจาก Smart Stay ของ Galaxy S3 Samsung Galaxy S4  จึงรู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่และก้าวไปพร้อมกับคุณได้อย่างง่ายดาย ทั้งการเลื่อนขึ้นหรือลงโดยอัตโนมัติตามอีเมลหรือเว็บไซต์ต่างๆ เมื่อคุณเอียงโทรศัพท์จากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง และเมื่อใดก็ตามที่คุณมองไปทางอื่น Samsung Galaxy S4  จะหยุดเล่นไฟล์ที่คุณกำลังดูอยู่ในขณะนั้น คุณจึงไม่พลาดทุกช่วงวินาทีสำคัญอย่างแน่นอน
  • เพลิดเพลินกับระบบคลาวด์ส่วนตัวของคุณ                                                                                    Samsung HomeSync ของ Samsung Galaxy S4 เป็นอุปกรณ์คลาวด์ส่วนตัวที่เหมาะสมที่สุดสำหรับความบันเทิงของครอบครัว ด้วยพื้นที่ความจุ 1TB ทำให้ Samsung HomeSync สามารถจัดเก็บภาพถ่ายและวิดีโอมากมายหลังจากที่บันทึกภาพ ไม่ว่าคุณและคนในครอบครัวจะอยู่ที่ใดก็ตาม นอกจากนี้คุณยังสามารถนำเสนอเกม, ภาพยนตร์ รายการทีวี และเนื้อหาสตรีมมิ่งไปยังจอทีวีขนาดใหญ่ที่คมชัดภายในห้องนั่งเล่นของคุณได้โดยตรง นับเป็นวิธีที่เรียบง่ายและสะดวกง่ายดายที่สุดสำหรับทุกความบันเทิงของคุณ
  • รีโมททีวีระดับสุดยอด                                                                                                                       คุณสามารถเชื่อมต่อ Samsung Galaxy S4 – Black กับระบบความบันเทิงในบ้านคุณ โดยจะแนะนำโปรแกรมต่างๆ ตามความชื่นชอบของคุณ จัดหาผังรายการ และไล่ดูช่องสถานีต่างๆ ให้แก่คุณ นอกจากนี้ Samsung Galaxy S4 – Black ยังช่วยให้คุณควบคุมโทรทัศน์หรืออุปกรณ์รับสัญญาณในแบบระยะไกล ดังนั้นคุณจึงสามารถนั่งเอนหลังอย่างผ่อนคลาย และปล่อยให้ Samsung Galaxy S4 – Black จัดการทุกความบันเทิงบนหน้าจอโทรทัศน์ของคุณได้ทันที
  • ดูแลสุขภาพของคุณได้ดียิ่งขึ้น                                                                                                        รักษาสภาพความฟิตของคุณด้วย Samsung Galaxy S4 – Black โดยเครื่องจะตรวจสอบการออกกำลังกาย, ปริมาณอาหารที่บริโภคในแต่ละวัน และระดับน้ำหนักของคุณ นอกจากนี้ คุณยังสามารถเฝ้าดูความก้าวหน้าของคุณได้จากรายงานแบบแผนภาพและรายงาน Health Board ให้ Samsung Galaxy S4 – Black เป็นผู้ช่วยให้คุณเกิดแรงกระตุ้นเพื่อก้าวสู่การมีสุขภาพที่ดีได้ง่ายยิ่งขึ้น
  • ปรับแต่งการตั้งค่าแสดงผลให้เหมาะกับคุณ                                                                                         พักสายตาและปล่อยให้ Samsung Galaxy S4 – Black ปรับแต่งการแสดงผลให้แก่คุณ ด้วยประสบการณ์การแสดงผลที่เหมาะสมที่สุด ให้ดูวิดีโอที่คุณโปรดปราน, เกม, หนังสือ และอีเมล ที่แสดงผลพร้อมคุณภาพสีที่ยอดเยี่ยม รับมุมมองที่สมบูรณ์แบบและปรับแต่งอย่างเหมาะสม ลงตัว
  • เพื่อการรับฟังเสียงที่สมบูรณ์แบบ                                                                                                       เพื่อเสียงที่สมบูรณ์แบบ Samsung Galaxy S4 – Black จะเพิ่มและลดระดับเสียงเพลง รวมทั้งปรับสมดุลของเสียงตามการได้ยิน, แหล่งสัญญาณเสียง และความชื่นชอบของคุณ Samsung Galaxy S4 – Black จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่พร้อมมอบประสบการณ์เสียงที่ดีที่สุด เหมาะกับรสนิยมของคุณได้อย่างแท้จริง
  • จบการนำเสนอ